“กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง” หักเงินไปทำอะไร จ่ายประกันสังคมแล้วต้องจ่ายอีกไหม และลาออกจะได้เงินคืนหรือเปล่า? บทความนี้จะพาลูกจ้างและเจ้าของกิจการเข้าใจทีละเรื่อง พร้อมตัวอย่างสำหรับตรวจสอบเงินและสิทธิของตัวเอง
กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง 2569 คืออะไร?
กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง คือกองทุนภายใต้กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ที่ช่วยดูแลลูกจ้างเมื่อออกจากงาน เสียชีวิต หรือกรณีอื่นตามหลักเกณฑ์ กองทุนมีอยู่ก่อนปี 2569 แล้ว ส่วนที่เริ่มวันที่ 1 ตุลาคม 2569 คือการจัดเก็บเงินสะสมจากลูกจ้างและเงินสมทบจากนายจ้างที่อยู่ในเกณฑ์ จำศัพท์สองคำนี้ไว้ จะช่วยให้อ่านสลิปเงินเดือนได้เข้าใจง่ายขึ้น:
- เงินสะสม คือเงินส่วนของลูกจ้างที่หักจากค่าจ้าง
- เงินสมทบ คือเงินที่นายจ้างจ่ายเพิ่มเข้ากองทุนให้
บริษัทแบบไหนต้องเข้ากองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง
นายจ้างที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป ต้องจัดให้ลูกจ้างเป็นสมาชิก เว้นแต่ลูกจ้างหรือกิจการเข้าเงื่อนไขยกเว้นตามกฎหมาย เช่น เป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ มีการสงเคราะห์ภายในกิจการตามหลักเกณฑ์ เป็นต้น การที่บริษัทมีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ไม่ได้หมายความว่าพนักงานทุกคนจะได้รับยกเว้นจากกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง จึงต้องตรวจว่า ลูกจ้างแต่ละคนเป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพแล้วหรือไม่ หากมีพนักงานเป็นสมาชิกเพียงบางส่วน พนักงานที่ยังไม่ได้เป็นสมาชิกยังต้องเข้ากองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง หากอยู่ในเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนดและไม่มีข้อยกเว้นอื่น

พนักงาน Temporally หรือสัญญาจ้างรายเดือน–รายปี ต้องเข้าร่วมไหม?
พนักงานชั่วคราวหรือ Temp รวมถึงพนักงานสัญญาจ้างรายเดือนและรายปี ต้องเข้าร่วมกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง หากเป็นลูกจ้างของกิจการที่อยู่ในเกณฑ์และไม่มีข้อยกเว้นตามกฎหมาย แต่ละบริษัทอาจใช้คำว่า Temp ต่างกัน จึงควรดูสถานะลูกจ้างและเงื่อนไขการจ้างประกอบด้วย การมีวันสิ้นสุดสัญญาจ้างไม่ได้ทำให้ได้รับยกเว้นโดยอัตโนมัติ
ตัวอย่างเช่น บริษัทมีลูกจ้างรวมตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป และพนักงาน Temp ยังไม่ได้เป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ นายจ้างต้องตรวจสอบและจัดให้พนักงานกลุ่มนี้เข้ากองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างตามหลักเกณฑ์ เช่นเดียวกับลูกจ้างประเภทอื่น
หากกิจการใช้บริการ บริษัทจัดหางาน หรือ บริษัทจัดหาพนักงานชั่วคราว ควรตรวจสอบเพิ่มเติมว่าพนักงานทำสัญญาจ้างกับใคร ใครจ่ายค่าจ้าง และใครรับผิดชอบการนำส่งเงินกองทุน เพื่อให้การดูแลสิทธิและสวัสดิการของพนักงานเป็นไปอย่างชัดเจน
กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างเริ่มเก็บเมื่อไร และต้องจ่ายเท่าไร?
เริ่มจัดเก็บตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 โดยช่วงแรกลูกจ้างและนายจ้างจ่ายฝ่ายละ 0.25% ของค่าจ้าง อัตราตามช่วงเวลามีดังนี้
- 1 ตุลาคม 2569–30 กันยายน 2574: ฝ่ายละ 0.25%
- ตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2574: ฝ่ายละ 0.50%

ตัวอย่าง หากฐานค่าจ้างอยู่ที่ 20,000 บาท ลูกจ้างจ่าย 50 บาท นายจ้างสมทบ 50 บาท รวม 100 บาทต่อเดือน สมมติค่าจ้างและอัตราคงเดิมตลอด 12 เดือน ลูกจ้างจ่าย 600 บาทต่อปี นายจ้างเพิ่มอีก 600 บาทต่อปี รวมเป็น 1,200 บาทต่อปี โดยยังไม่รวมดอกผลหรือผลตอบแทนที่เกิดจากเงินในกองทุนa
เงินส่วนของนายจ้างเป็นภาระที่นายจ้างจ่ายเอง ไม่ใช่เงินที่นำมาหักเพิ่มจากค่าจ้างของลูกจ้าง
ข้อควรระวังคือ กองทุนนี้ไม่มีเพดานฐานค่าจ้างแบบประกันสังคม และค่าจ้างอาจรวมเงินบางรายการนอกเหนือจากเงินเดือน จึงควรตรวจว่าเงินรายการใดต้องรวมเป็นค่าจ้าง ก่อนคำนวณเงินเข้ากองทุน ไม่ใช้ยอดรับสุทธิในสลิปเป็นฐานคำนวณ
กองทุนและสวัสดิการแต่ละอย่างต่างกันอย่างไร?

สวัสดิการทั้ง 4 แบบช่วยดูแลพนักงานคนละด้าน บางอย่างช่วยให้มีเงินเมื่อออกจากงาน บางอย่างช่วยออมเพื่ออนาคต และบางอย่างช่วยดูแลค่าใช้จ่ายเมื่อเจ็บป่วย เราจึงควรรู้ว่าแต่ละอย่างให้สิทธิอะไรกับเราบ้าง
- กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง — มีเงินช่วยรองรับเมื่อออกจากงาน
ลูกจ้างจ่ายเงินสะสมจากค่าจ้าง และนายจ้างจ่ายเงินสมทบเพิ่มให้ เมื่อสิ้นสุดการจ้าง ลูกจ้างสามารถยื่นขอรับเงินตามเงื่อนไขได้ จึงช่วยให้มีเงินก้อนรองรับช่วงเปลี่ยนงานหรือหยุดทำงาน
- กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ — ร่วมออมและลงทุนเพื่ออนาคต
ลูกจ้างเก็บเงินส่วนหนึ่งจากเงินเดือน และนายจ้างช่วยจ่ายเพิ่มเข้ากองทุน โดยเงินจะนำไปลงทุนเพื่อสร้างเงินออมระยะยาว โดยเฉพาะสำหรับใช้หลังเกษียณ ส่วนเงินที่ได้รับเมื่อออกจากงานขึ้นอยู่กับผลการลงทุนและเงื่อนไขของกองทุน เช่น สิทธิรับเงินส่วนที่นายจ้างจ่ายให้
- ประกันสังคม — ดูแลสิทธิหลายด้านของคนทำงาน
ประกันสังคมให้สิทธิช่วยเหลือหลายกรณี เช่น การรักษาพยาบาลเมื่อเจ็บป่วย เงินช่วยเหลือเมื่อว่างงาน และเงินสำหรับวัยเกษียณ แต่การใช้สิทธิแต่ละอย่างขึ้นอยู่กับประเภทผู้ประกันตนและเงื่อนไขที่กำหนด
- ประกันกลุ่ม — เพิ่มความคุ้มครองตามแผนที่บริษัทจัดให้
ประกันกลุ่มเป็นสวัสดิการที่บริษัทจัดให้พนักงาน เช่น ประกันสุขภาพ ประกันชีวิต หรือประกันอุบัติเหตุ แต่ละบริษัทอาจให้ความคุ้มครองและวงเงินต่างกัน จึงควรตรวจว่าแผนของเราช่วยจ่ายค่าใช้จ่ายอะไรได้บ้าง และมีข้อยกเว้นอะไร
จุดที่มักเข้าใจผิดคือ “มีประกันกลุ่มแล้ว จึงไม่ต้องเข้ากองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง” ประกันกลุ่มเป็นคนละอย่างกับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ และการมีประกันกลุ่มเพียงอย่างเดียวไม่ได้ทำให้ได้รับยกเว้นโดยอัตโนมัติ ต้องตรวจสอบเงื่อนไขของนายจ้างและลูกจ้างแต่ละคนด้วย
หากยังไม่แน่ใจ ลองสอบถามฝ่ายบุคคลว่าเราเป็นสมาชิกกองทุนใดอยู่ มีรายการหักเงินอะไรในสลิปเงินเดือน และใช้สิทธิแต่ละอย่างได้เมื่อไร จะช่วยให้เข้าใจสวัสดิการของตัวเองได้ชัดเจนขึ้น
ลาออกเองหรือถูกเลิกจ้าง สามารถขอรับเงินกองทุนได้ไหม?
สมาชิกมีสิทธิยื่นขอรับเงินสะสม เงินสมทบ และดอกผลเมื่อสิ้นสุดการจ้าง รวมถึงลาออกเอง ถูกเลิกจ้าง เกษียณ หรือหมดสัญญาจากกรณีที่การจ้างสิ้นสุดจริง จึงไม่ได้จำกัดสิทธิเฉพาะผู้ที่ถูกเลิกจ้างเท่านั้น
การรับเงินต้องผ่านขั้นตอนยื่นคำขอของกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ควรเก็บสลิปเงินเดือนและหนังสือรับรองการออกจากงาน ตรวจยอดเงินที่นายจ้างส่งเข้ากองทุน และเตรียมเอกสารตามที่กำหนด
อีกเรื่องที่ควรทำตั้งแต่ยังทำงานคือ กำหนดผู้รับเงินกรณีเสียชีวิตให้ครบถ้วน เพื่อให้ผู้มีสิทธิดำเนินการได้ตามหลักเกณฑ์
ลูกจ้างและนายจ้างควรตรวจสอบอะไรตอนนี้?
ลูกจ้างควรเช็กสถานะสมาชิกและยอดนำส่ง ส่วนนายจ้างควรตรวจรายชื่อ ฐานค่าจ้าง และกำหนดชำระ การตรวจตั้งแต่งวดแรก จะช่วยลดความคลาดเคลื่อนที่อาจสะสมหลายเดือนได้
- สำหรับลูกจ้าง
สอบถามฝ่ายบุคคลว่าตนเองอยู่กองทุนใด ตรวจยอดหักในสลิปและข้อมูลการนำส่ง หากไม่ตรงกันให้ขอรายละเอียดการคำนวณ การเห็นรายการหักเงินในสลิปเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ จึงควรตรวจต่อว่าข้อมูลนำส่งถูกต้องหรือไม่
- สำหรับนายจ้าง
นับลูกจ้างรวมทุกสาขาของนายจ้างรายเดียวกัน แยกผู้ได้รับยกเว้น และทดสอบสูตรเงินเดือน โดยนำส่งเงิน ภายในวันที่ ของเดือนถัดจากเดือนที่จ่ายค่าจ้าง เช่น จ่ายในเดือนตุลาคม 2569 ต้องนำส่งภายใน 15 พฤศจิกายน 2569
สำหรับกิจการที่ต้องดูแลทั้งเงินเดือน สวัสดิการ และภาษี การจัดข้อมูลพนักงานให้เป็นระบบ จะช่วยให้ตรวจสอบแต่ละรายการได้ง่ายขึ้น ผู้ประกอบการอาจประสาน สำนักงานบัญชี เพื่อช่วยทบทวนข้อมูลค่าจ้างและงานเงินเดือน พร้อมจัดเตรียมเอกสารให้ครบถ้วนสำหรับงาน คำนวณภาษีและยื่นภาษี โดยสอบถามขอบเขตบริการให้ตรงกับสิ่งที่กิจการต้องการ
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง 2569
- หากลาออกเองจะเสียเงินที่สะสมไว้หรือเปล่า?
ไม่เสียสิทธิเพียงเพราะลาออกเอง สมาชิกมีสิทธิยื่นขอรับเงินสะสม เงินสมทบ และดอกผลเมื่อสิ้นสุดการจ้างตามหลักเกณฑ์
- หากนายจ้างไม่นำส่งเงินเข้ากองทุนจะมีบทลงโทษอย่างไร?
กรณีนายจ้างไม่นำส่งเงินสะสมหรือเงินสมทบ หรือส่งไม่ครบถ้วน จะต้องชำระเงินเพิ่มให้แก่กองทุนในอัตราร้อยละ 5 ต่อเดือนของจำนวนเงินที่ค้างชำระ และอาจมีความรับผิดตามบทกำหนดโทษที่กฎหมายกำหนดเพิ่มเติม
- บริษัทมีพนักงานไม่ถึง 10 คน ต้องเข้าร่วมกองทุนนี้ไหม?
โดยหลักยังไม่อยู่ในกลุ่มบังคับดังกล่าว แต่ต้องนับรวมทุกสาขาของนายจ้างรายเดียวกันก่อน และสามารถเข้าร่วมโดยความยินยอมของทั้งนายจ้างและลูกจ้างตามหลักเกณฑ์
- ลูกจ้างต่างด้าวต้องเป็นสมาชิกกองทุนหรือไม่?
ลูกจ้างต่างด้าวต้องเข้าร่วมกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างเช่นเดียวกับลูกจ้างไทย หากเป็นลูกจ้างของกิจการที่อยู่ในเกณฑ์และไม่มีข้อยกเว้นตามกฎหมาย
- ย้ายเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพแล้ว ถอนเงินกองทุนนี้ได้ทันทีไหม?
ยังถอนไม่ได้หากยังทำงานกับนายจ้างเดิม แม้สามารถหยุดนำส่งเมื่อเข้าเงื่อนไข เงินเดิมจะขอรับได้เมื่อสิ้นสุดการจ้างหรือกรณีเสียชีวิตตามหลักเกณฑ์
เริ่มดูแลสิทธิและระบบเงินเดือนให้พร้อม
เริ่มตรวจสถานะสมาชิก ยอดเงินที่นายจ้างส่งเข้ากองทุน และระบบเงินเดือนในงวดนี้ หากต้องการยืนยันเงื่อนไขเฉพาะ ติดต่อกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ที่เบอร์โทร 1506 กด 3
การเข้าใจกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างไม่จำเป็นต้องเริ่มจากการอ่านกฎหมายทุกมาตรา แค่รู้ว่าตนเองอยู่ในกลุ่มไหน ต้องจ่ายเท่าไร และใช้สิทธิเมื่อใด ก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ช่วยให้คนทำงานดูแลสิทธิของตัวเองได้ดีขึ้น
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
วันเริ่มจัดเก็บและอัตราเงินสะสม–เงินสมทบ : รัฐบาลไทย | กสร. แนะนายจ้าง-ลูกจ้าง เตรียมความพร้อมกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างรูปแบบใหม่ สร้างหลักประกันแรงงานไทย เริ่มเก็บเงินสะสม 1 ต.ค. 2569
คู่มือและคำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง : คลิปแนะนำการใช้งานและสื่อประชาสัมพันธ์ EwFund